ทำความรู้จัก SKIN BOOSTER ดียังไง ราคาเท่าไหร่

skinbooster

Skin Booster คือหัตถการเพื่อการดูแลผิว ที่มุ่งเน้นการเติมความชุ่มชื้นและฟื้นฟูสุขภาพผิวจากภายใน โดยใช้เทคโนโลยีการฉีดสารบำรุงผิวเข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) เพื่อปรับปรุงคุณภาพของผิวให้เรียบเนียน อิ่มฟู สดใส และกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ที่เน้นการปรับรูปหน้าและลดริ้วรอยเฉพาะจุด

 

กลไกการทำงาน ของ Skin Booster


การฉีดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) และสารอาหารต่าง ๆ เข้าไปในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน คืนความสมบูรณ์ให้เซลล์ผิวตามกระบวนการธรรมชาติ

 

Skin Booster เหมาะกับใคร?

Skin Booster เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพผิวและแก้ปัญหาผิวเฉพาะด้าน แบ่งตามกลุ่มประเภทปัญหาดังต่อไปนี้

 

ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งและขาดน้ำ

  • ผู้ที่ผิวแห้งกร้านหรือเป็นขุย แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแล้วก็ยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นและอิ่มน้ำให้กับผิว

 

ผู้ที่เริ่มมีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ

  • ผู้ที่สังเกตเห็นริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณรอบดวงตา มุมปาก หรือหน้าผาก
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย ต้องการเสริมความยืดหยุ่นของผิว

 

ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ

  • ผู้ที่ต้องเผชิญมลภาวะหรือแสงแดดบ่อยครั้ง
  • ผู้ที่มีรอยดำ รอยแดง หรือรอยแผลเป็นจากสิว

 

ผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างล้ำลึก

  • ผู้ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวในระดับเซลล์
  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูเปล่งปลั่งและกระจ่างใส

 ผู้ที่เริ่มสังเกตเห็นปัญหาผิวจากอายุที่เพิ่มขึ้น

  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูความอ่อนเยาว์

ควรฉีด Skin Booster ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ช่วงอายุที่เหมาะสม: สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข แบ่งตามช่วงอายุและวัตถุประสงค์ในการฉีดในแต่ละช่วงอายุดังต่อไปนี้

ช่วงอายุ 20-30 ปี : ช่วงอายุที่ฉีดเพื่อการป้องกันริ้วรอย 

ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และ ฟื้นฟูผิวจากการเผชิญมลภาวะและแสง UV จากแดดและหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์

ช่วงอายุ 30-40 ปี:  ช่วงอายุที่ฉีดเพื่อชะลอการเกิดริ้วรอยและเสริมความแข็งแรงให้เซลล์ผิว

ลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่มและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เริ่มลดลงตามวัย 

ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป: ช่วงอายุที่ฉีดเพื่อฟื้นฟูผิวจากการเกิดริ้วรอย

ฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพและช่วยลดริ้วรอยที่เห็นได้ชัด เป็นช่วงวัยที่จะเห็นผลลัพธ์จากการฉีด skin booster ได้ดีที่สุด

 

ระยะเวลาการเห็นผลหลังฉีด Skin Booster

ผลลัพธ์ของการฉีด Skin Booster ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ฉีดและการตอบสนองของผิวแต่ละคน โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงดังนี้

1. ผลลัพธ์ในช่วงแรก (1-7 วันหลังฉีด):

  • หลังฉีดทันที ผิวอาจดูชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดี
  • ผิวอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณจุดที่ฉีด ซึ่งจะหายไปใน 1-3 วัน
  • ความชุ่มชื้นและความเปล่งปลั่งของผิวเริ่มสังเกตเห็นได้ภายใน 3-5 วันแรก

 

2. ผลลัพธ์เต็มที่ (2-4 สัปดาห์):

  • ผิวดูสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และความยืดหยุ่น
  • ริ้วรอยเล็ก ๆ เริ่มลดเลือน
  • สีผิวดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น
  • ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักปรากฏในช่วง 2-4 สัปดาห์ หลังฉีด เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูและการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวเริ่มทำงานอย่างเต็มที่

 

3. ระยะเวลาคงผลลัพธ์ (3-6 เดือน):

  • ผลลัพธ์ของ Skin Booster จะอยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้และการดูแลผิวของแต่ละบุคคล
  • หากต้องการผลลัพธ์ที่ต่อเนื่อง แนะนำให้ฉีดซ้ำทุก 3-6 เดือน ตามคำแนะนำของแพทย์

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการเห็นผล

  1. ชนิดของ Skin Booster:
    ชนิดของ Skin Booster ส่งผลต่อทั้ง ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผล และ ระยะเวลาคงผลลัพธ์สภาพผิวก่อนฉีด
    ผิวที่แห้งเสียมากอาจต้องใช้เวลามากกว่าในการฟื้นฟู
  2. การดูแลหลังฉีด:
    การรักษาความชุ่มชื้นและการป้องกันแสงแดดช่วยยืดอายุผลลัพธ์
  3. อายุและการเผาผลาญ:
    ผู้ที่อายุน้อยหรือมีการเผาผลาญดีมักเห็นผลเร็วกว่า

ชนิดของ Skin Booster ส่งผลต่อระยะเวลาการเห็นผลอย่างไร

ชนิดของ Skin Booster มีผลโดยตรงต่อระยะเวลาการเห็นผลและความยาวนานของผลลัพธ์ เนื่องจากสารที่ใช้ใน Skin Booster แต่ละชนิดมีองค์ประกอบและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

1. ความเข้มข้นและประเภทของกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid, HA)

  • Skin Booster ส่วนใหญ่มี กรดไฮยาลูโรนิก เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งทำหน้าที่เติมความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิว
  • ความแตกต่างในโครงสร้างของ HA

Non-Crosslinked HA: ดูดซับน้ำได้ดีและให้ผลลัพธ์เร็ว (ประมาณ 3-5 วันหลังฉีด) แต่สลายตัวเร็วกว่า

Crosslinked HA: สร้างโครงสร้างที่คงตัวมากขึ้นในผิว ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า (3-6 เดือน) แต่ต้องใช้เวลานานกว่าเล็กน้อยในการเห็นผลเต็มที่

 

2. สารเสริมพิเศษอื่น ๆ ในสูตรที่แตกต่างกัน

  • กรดอะมิโนและเปปไทด์:
    ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมผิว ทำให้ผลลัพธ์เห็นชัดในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังฉีด
  • สารต้านอนุมูลอิสระ:
    เช่น วิตามินซี หรือกลูตาไธโอน ช่วยลดรอยดำและเพิ่มความกระจ่างใส ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์เพื่อเริ่มเห็นผล
  • กรดโพลีนิวคลีโอไทด์ (PDRN):
    กระตุ้นการซ่อมแซม DNA ของเซลล์ผิว ทำให้การฟื้นฟูผิวใช้เวลานานขึ้น (ประมาณ 2-3 สัปดาห์) แต่ผลลัพธ์มักอยู่ได้นานกว่า

 

3. ระดับการซึมซับในชั้นผิว

  • Skin Booster ที่ออกแบบมาเพื่อฉีดในชั้น ผิวหนังแท้ (Dermis) จะให้ผลลัพธ์ลึกและยาวนานกว่า แต่ใช้เวลาในการฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนมากกว่า
  • สูตรที่ออกแบบให้ทำงานในชั้นผิวตื้นกว่า (Epidermis) จะให้ผลลัพธ์เร็วกว่า แต่ระยะเวลาคงอยู่สั้นกว่า

 

4. คุณสมบัติพิเศษของ Skin Booster แต่ละชนิด

  • Skin Booster ที่มุ่งเน้นการเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น HA เพียงอย่างเดียว อาจให้ผลลัพธ์เร็วภายในไม่กี่วัน
  • Skin Booster ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและปรับปรุงโครงสร้างผิว จะใช้เวลาในการเห็นผลนานกว่า แต่ผลลัพธ์มักลึกและยั่งยืนกว่า

 

5. ปริมาณและเทคนิคการฉีด

  • การฉีด Skin Booster ด้วยเทคนิค Microdroplet ทั่วใบหน้ามักให้ผลลัพธ์เร็วกว่า เนื่องจากสารกระจายตัวได้ดี
  • การฉีดในปริมาณมากในบริเวณเฉพาะเจาะจง เช่น ร่องลึก อาจใช้เวลานานกว่าผิวโดยรอบจะฟื้นฟูและดูเรียบเนียน

เปรียบเทียบยี่ห้อ Skin Booster ยอดนิยม : ค้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟูผิว

ยี่ห้อ หลักการทำงาน ผลลัพธ์ เหมาะสำหรับ ช่วงเวลาเห็นผล ราคา
Mesobright ฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใส เพิ่มความชุ่มชื้น ผิวกระจ่างใส ลดความหมองคล้ำ ผู้ที่ต้องการปรับสีผิวให้สดใสและกระจ่างขึ้น 1-2 สัปดาห์ ปานกลาง
Chanel ใช้สารอาหารผิวจากธรรมชาติ เสริมความชุ่มชื้นและกระตุ้นการฟื้นฟูผิว ผิวเรียบเนียนและมีสุขภาพดี ผู้ที่ต้องการผิวออร่าและผลลัพธ์ในระยะยาว 2-3 สัปดาห์ ปานกลาง
Mede Piko ฟื้นฟูและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ผิวดูอิ่มน้ำ สดชื่น ผู้ที่มีผิวแห้งกร้านและต้องการผลลัพธ์เบื้องต้น 1-2 สัปดาห์ ปานกลาง
Pico ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการกระตุ้นการฟื้นฟูผิว ผิวกระจ่างใสขึ้น และลดริ้วรอยเล็กๆ ผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูง่ายๆ แบบเร่งด่วน 1-2 สัปดาห์ ปานกลาง
Babilone ใช้สารบำรุงที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวชุ่มชื้น เรียบเนียนและกระจ่างใส ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวและรักษาความชุ่มชื้นและปรับรูปหน้า 2-3 สัปดาห์ ปานกลาง
Filorga ใช้กรดไฮยาลูโรนิกและวิตามินบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน ผิวกระจ่างใส ชุ่มชื้นและปรับโครงสร้างผิว ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้สดใสและกระจ่างขึ้น 3-7 วัน ปานกลางถึงสูง
Gouri กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวที่มีปัญหาหย่อนคล้อย เพิ่มความยืดหยุ่นผิว ผิวกระชับ เต่งตึง และลดริ้วรอยลึก ผู้ที่มีริ้วรอยลึกและผิวหย่อนคล้อย 2-4 สัปดาห์ สูง
Juvelook ฟื้นฟูผิว ช่วยลดริ้วรอยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวดูอ่อนเยาว์และกระจ่างใสขึ้น ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวและลดริ้วรอย 2-4 สัปดาห์ ปานกลางถึงสูง
Sculptra กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวดูเต่งตึงและลดริ้วรอยลึก ผิวกระชับและเต่งตึงยาวนาน ผู้ที่มีริ้วรอยลึกและต้องการการฟื้นฟูผิวแบบยาวนาน 4-6 สัปดาห์ สูง
Belotero ใช้กรดไฮยาลูโรนิกเพื่อเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มความชุ่มชื้นในผิว ผิวดูอิ่มน้ำ และลดรอยย่นและริ้วรอย ผู้ที่ต้องการลดร่องลึกและริ้วรอยแบบรวดเร็ว 1-2 สัปดาห์ ปานกลางถึงสูง

เทคนิคการฉีด Skin Booster ที่ใช้บ่อย

การฉีด Skin Booster มีหลายเทคนิคขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์และปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข ซึ่งแต่ละเทคนิคมีลักษณะการฉีดและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. เทคนิค Microdroplet (จุดเล็กๆ)

  • ลักษณะ: ฉีดสาร Skin Booster ด้วยเข็มขนาดเล็กไปในชั้นผิวหนังที่ตื้นที่สุด โดยจะฉีดเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วทั้งใบหน้า
  • ผลลัพธ์: ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ, กระจ่างใส และเรียบเนียนขึ้นทันทีหลังฉีด โดยผลลัพธ์จะชัดเจนขึ้นหลังจาก 3-7 วัน
  • เหมาะสำหรับ: ผิวแห้ง, ผิวหมองคล้ำ, ริ้วรอยเล็ก ๆ, และต้องการการฟื้นฟูอย่างทั่วถึง

 

2. เทคนิค Linear Injection (การฉีดเป็นเส้น)

  • ลักษณะ: ฉีด Skin Booster ลงในผิวโดยการลากเข็มเป็นเส้นยาว เพื่อเติมสารบำรุงในแนวเส้นที่ต้องการ เช่น ร่องแก้ม หรือรอบดวงตา
  • ผลลัพธ์: ผิวจะดูฟูและชุ่มชื้นในบริเวณที่ฉีดได้ดี โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการการเติมเต็ม
  • เหมาะสำหรับ: ร่องแก้ม, ร่องใต้ตา, หรือบริเวณที่ต้องการการเติมเต็มอย่างเฉพาะเจาะจง

 

3. เทคนิค Nappage (การฉีดเป็นตาข่าย)

  • ลักษณะ: ใช้การฉีดสาร Skin Booster ลงในผิวชั้นตื้น ๆ โดยการฉีดสารเป็นตาข่ายเล็ก ๆ (ตามลายเส้น) ทั่วทั้งใบหน้า
  • ผลลัพธ์: ช่วยกระจายสารบำรุงให้ทั่วผิว, ผิวดูเปล่งปลั่งและเรียบเนียนขึ้น
  • เหมาะสำหรับ: ผิวที่มีปัญหาหมองคล้ำหรือแห้งกร้านที่ต้องการการฟื้นฟูโดยรวม

 

4. เทคนิค Cross-hatching (การฉีดขัดขวาง)

  • ลักษณะ: เป็นการฉีดแบบตาข่ายสลับทแยงในมุมต่าง ๆ บริเวณที่ต้องการฟื้นฟู
  • ผลลัพธ์: ผลลัพธ์จะทำให้ผิวเรียบเนียนและชุ่มชื้นมากขึ้น การกระจายตัวของสารจะช่วยให้เกิดการฟื้นฟูได้ทั่วถึง
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวทั่วทั้งใบหน้า เช่น ผิวแห้งกร้าน หรือปัญหาผิวที่ดูหมองคล้ำ

 

5. เทคนิค Bio-stimulation (กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน)

  • ลักษณะ: เทคนิคนี้มักใช้สารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง เช่น PDRN หรือ PRP โดยฉีดสารลงไปในชั้นผิวที่ลึกกว่าเล็กน้อย
  • ผลลัพธ์: ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นขึ้น ลดริ้วรอยและทำให้ผิวกระชับขึ้นในระยะยาว
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีริ้วรอยลึก, ผิวหย่อนคล้อย, หรือผิวที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างลึกซึ้ง

 

6. เทคนิค Intradermal Injection (การฉีดในผิวหนัง)

  • ลักษณะ: ฉีดสารบำรุงลงในชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปกว่าปกติเล็กน้อย
  • ผลลัพธ์: การฉีดในระดับนี้ช่วยให้สารบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น ทำให้ผลลัพธ์ยาวนานขึ้น
  • เหมาะสำหรับ: ผิวที่ต้องการการกระตุ้นคอลลาเจนหรือการเติมเต็มในลักษณะลึก

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skin Booster

 

1. Skin Booster คืออะไร?

ตอบ: Skin Booster เป็นหัตถการที่ฉีดสารบำรุงผิว เช่น กรดไฮยาลูโรนิก (HA), เปปไทด์ หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน ลงในชั้นผิวโดยตรงเพื่อฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น อิ่มฟู กระจ่างใส และลดเลือนริ้วรอย

 

2. Skin Booster ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?

ตอบ: ฟิลเลอร์ใช้สำหรับการเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม หรือเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า เช่น คางและแก้ม ในขณะที่ Skin Booster มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นและกระจ่างใสโดยไม่ได้เปลี่ยนรูปทรงใบหน้า

 

3. Skin Booster ต่างจากโบท็อกซ์อย่างไร?

ตอบ: โบท็อกซ์ทำงานโดยลดการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อแก้ไขริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหว เช่น รอยย่นหน้าผากหรือหางตา ส่วน Skin Booster เน้นการบำรุงและฟื้นฟูผิวจากภายใน

 

4. ใครเหมาะกับการฉีด Skin Booster?

ตอบ: เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ขาดน้ำ หมองคล้ำ มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ ทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์

 

5. Skin Booster เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?

ตอบ: ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ภายใน 3-5 วันหลังฉีด และผลเต็มที่มักปรากฏใน 2-4 สัปดาห์หลังจากที่กระบวนการฟื้นฟูผิวเริ่มทำงาน

 

6. ต้องฉีด Skin Booster บ่อยแค่ไหน?

ตอบ: แนะนำให้ฉีดทุก 3-6 เดือนขึ้นอยู่กับชนิดของ Skin Booster หรือตามคำแนะนำของแพทย์

 

7. การฉีด Skin Booster มีผลข้างเคียงไหม?

ตอบ: ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปคือรอยแดง บวม หรือรอยเข็มบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปใน 1-3 วัน หากมีอาการแพ้รุนแรงหรือบวมมาก ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

8. หลังฉีด Skin Booster ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

ตอบ:

  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าใน 24 ชั่วโมงแรก
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนจัด เช่น ซาวน่า หรือแสงแดดจ้าใน 1 สัปดาห์
  • รักษาความชุ่มชื้นของผิวและใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

 

9. ฉีด Skin Booster แล้วหน้าจะดูอ้วนหรือบวมขึ้นไหม?

ตอบ: ไม่ หน้าที่ฉีด Skin Booster จะดูอิ่มน้ำและเปล่งปลั่งขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงหน้าเหมือนการฉีดฟิลเลอร์

 

10. Skin Booster ปลอดภัยไหม?

ตอบ: Skin Booster ถือว่าปลอดภัยหากฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรอง เช่น อย. (องค์การอาหารและยา)

Skin Booster ที่ DEBUT CLiNiC เข้าใจปัญหาผิวที่แตกต่าง พร้อมให้คำปรึกษา

Skin Booster ไม่ใช่แค่การบำรุงผิว แต่ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เติมเต็มผิวและกระตุ้นการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์และสดใส หากคุณกำลังมองหาคลินิกที่ให้บริการอย่างมืออาชีพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และตอบโจทย์ทุกความต้องการในการฟื้นฟูผิว DEBUT CLiNiC พร้อมดูแลคุณด้วยความเข้าใจ

เราเข้าใจว่าแต่ละคนมีปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้งกร้าน ริ้วรอย หรือผิวหมองคล้ำ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อเลือกบริการ Skin Booster ที่เหมาะสมกับคุณที่สุด และช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาและโปรโมชั่นพิเศษที่ DEBUT CLiNiC พร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพ!